ผลิตภัณฑ์ไม้สังเคราะห์ (ไม้เทียม)

ผลิตภัณฑ์ไม้สังเคราะห์ (ไม้เทียม) เป็นวัสดุที่ผลิตขึ้นขึ้น เพื่อที่ทดแทนการใช้ไม้จริง ซึ่งในการผลิตไม้เทียมได้มีการผลิตให้คล้ายกับไม้จริงมากที่สุด อีกทั้งยังมีความแข็งแรงทนทาน มีความสวยงามและมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่มากกว่าไม้จริง อีกทั้งยังมีการคงความเป็นเอกลักษณ์ที่มีลายเสี้ยนที่สวยงามและมีความเป็นธรรมชาติที่คล้ายกับไม้จริง ปัจจุบันมีการใช้ไม้เทียมแทนการใช้ไม้จริงกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากการใช้ไม้เทียมนั้นถือว่าเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งและในการใช้งานไม่ต้องกังวลเรื่องปลวก แมลงหรือแม้กระทั่งการผุพัง การบิด การงอของตัวไม้เทียม เนื่องจากไม้เทียมมีการผลิตจากการผสมกันระหว่างไม้และวัสดุต่าง ๆ เช่น พลาสติก ไฟเบอร์ซีเมนต์ เป็นต้น ส่วนใหญ่ที่คนหันมานิยมใช้ไม้เทียม เนื่องจากไม้เทียมมีราคาที่ถูกกว่าไม้จริง อีกทั้งการดูแลรักษานั้นสามารถทำได้ง่ายมากกว่าการดูแลรักษาไม้จริง และยังมีการติดตั้งที่สามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก และหาซื้อได้ตามร้านขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไปได้เลย

จุดเด่นในการใช้งานไม้เทียม

  1. ไม้เทียมเป็นไม้สังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติแข็งแรงทนทาน และสามารถทนต่อทุกสภาพอากาศมากกว่าไม้จริง
  2. ในการใช้งานไม้เทียมจะไม่ต้องกังวลเรื่องเชื้อราหรือการผุพังของไม้ เนื่องจากการผลิตที่ได้มาตรฐานและมีการทดสอบคุณภาพของไม้เทียมมาแล้วก่อนที่จะถึงมือผู้ใช้งาน
  3. ไม้เทียมจะเป็นไม้ที่มีสีเท่ากันสม่ำเสมอตลอดทั้งตัวแผ่นไม้และสีเนื้อไม้ข้างใน ซึ่งเวลาใช้งานจะทำให้มีความสวยงาม
  4. หมดห่วงในเรื่องปัญหาของปลวกที่จะมากัดกินเนื้อไม้ทำให้ไม้เสียหาย เพราะไม้เทียมเป็นวัสดุที่สังเคราะห์ขึ้นที่คล้ายกับไม้จริงเพียงเท่านั้น
  5. ในการใช้งานนั้นสามารถใช้งานได้ง่ายเนื่องจากไม้เทียมสามารถใช้งานได้ทั้ง 2 ด้าน ไม่ว่าใช้ด้านไหนก็เหมือนกันเนื่องจากมีสีที่สม่ำเสมอกันตลอดทั้งแผ่น อีกทั้งยังสามารถตัดง่าย ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานทำให้งานเสร็จเร็วมากยิ่งขึ้นและช่วยให้สามารถประหยัดเวลาในการทำงานมากขึ้น

การดูแลรักษาไม้เทียม

  1. ควรทำความสะอาดทุกวันโดยการปัด กวาด เช็ดไม่ให้มีเศษฝุ่นเกาะตามตัวไม้
  2. ในการทำความสะอาดควรใช้ไม้กวาดที่มีความอ่อนนุ่มหรือไม่แข็งมากจนเกินไปเพื่อที่จะไม่ทำให้ไม้เทียมของเราเกิดรอย

 

ข้อดีของการใช้ไม้เทียม

  1. ในการใช้ไม้เทียมไม้จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเนื้อไม้จากการกัดกินของปลวก จึงทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาไม้ได้
  2. การใช้งานไม้เทียนจะไม่มีปัญหาในเรื่องของการ ผุพังหรือการหด การบิดงอของไม้ และจะไม่มีการเสียรูปทรงของไม้เนื่องจากมีการผลิตจากไฟเบอร์ซีเมนต์
  3. สามารถเลือกใช้งานได้หลายหลายสไตล์หรือจะเลือกใช้งานไม้ที่มีสีเหมือนกับไม้จริงก็ได้ และไม่ว่าจะเลือกใช้งานแบบไหนก็ยังให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติเหมือนกับไม้จริง
  4. สามารถหาไม้เทียมได้ง่ายเพราะเป็นวัสดุที่มีขายตามร้านของวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไป
  5. ในการติดตั้งสามารถติดตั้งได้ง่ายซึ่งทำให้ประหยัดเวลาในการติดตั้งได้และหลังจากการติดตั้งก็สามารถใช้งานได้ทันที อีกทั้งไม้เทียมยังเป็นวัสดุที่มีราคาถูกกว่าไม้จริง จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย
  6. ไม้เทียมเป็นวัสดุที่ผลิตจากไฟเบอร์ซีเมนต์และพลาสติกและในการผลิตมีการผสมไม้จริงน้อยมากซึ่งจะช่วยลดปัญหาในการตัดไม้ทำลายป่าได้เยอะ อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
  7. ไม้เทียมเป็นไม้ที่สะดวกในการใช้งานซึ่งมีการผลิตจากโรงงานแล้วจึงทำให้มีลักษณะและขนาดเป็นมาตรฐานซึ่งนั้นทำให้สามารถใช้งานได้เลยทันที

ข้อด้อยของไม้เทียม

  1. เป็นวัสดุที่มีองค์ประกอบของปูนซีเมนต์และทราย ซึ่งจะทำให้ไม้เทียมมีน้ำหนักที่ค่อนข้างมากเลยทีเดียว
  2. หากใช้งานไปนาน ๆ อาจะมีการซีดของสีแล้วจึงจำเป็นที่จะต้องทาสีใหม่อีกครั้ง ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
  3. ไม้เทียมเป็นวัสดุที่มีส่วนผสมของซีเมนต์ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่มีความสะสมความร้อนไว้ เวาลโดนหรือสัมผัสอาจจะรู้สึกร้อนได้
  4. ไม้เทียมหากมีการชำรุดหรือโดยขูดทำให้เป็นรอยและไม่สามารถซ้อมแซมหรือแก้ไขได้เหมือนกับไม้จริง

 

ชนิดของไม้เทียม

ในการแบ่งชนิดของไม้เทียมในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้หลัก ๆ 2 ชนิด คือ

  1. ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ เป็นไม้ที่ได้จากการผลิตที่มีส่วนผสม คือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ทราย(ซิลิก้า)และเส้นใยเซลลูโลส ซึ่งจะผ่านการอัดขึ้นรูปต่าง ๆ ตามการใช้งาน เช่น ไม้พื้น ไม้บัว ไม้ระแนง ไม้รั่ว เป็นต้น ไม้เทียมชนิดนี้จะมีความแข็งแรงและมีความทนทานมากแต่ก็มีการสะสมความร้อนมากด้วยเช่นกัน
  2. ไม้เทียม Wood Plastic Composite (WPC) เป็นไม้เทียมที่ได้จากการผลิตโดยการนำพลาสติกและวัสดุไม้มาผสมกัน แล้วหลังนั้นจึงทำให้ได้ไม้เทียมที่มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพที่เหมือนกับไม้และเหมือนกับพลาสติก ซึ่งการที่ไม้เทียมจะมีคุณสมบัติเหมือนไม้หรือพลาสติกมากกว่าต้องขึ้นอยู่กับสัดส่วนที่ผสมในขั้นตอนการผลิต