ขนาดเหล็กกล่อง

เป็นเหล็กที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป และมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างสำหรับ สิ่งปลูกสร้างขนาดเล็ก การต่อเติม หรือแม้กระทั่งโครงหลังคา ซึ่งเหล็กกล่อง ในบ้านเรานั้นมีทั้งหมด 3 ประเภท คือ

  1. เหล็กกล่องดำ
  2. เหล็กกล่อง GI
  3. เหล็กกล่องชุบกัลวาไนซ์

จะมีการนำไปใช้งานที่ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ต่างกันเรื่องของ ราคา และการป้องกันสนิม ซึ่งหากไม่ใช้เหล็ก GI หรือ ชุบกัลวาไนซ์ ก็ต้องทาสีกันสนิมเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะป้องกันสนิมได้น้อยกว่า GI และชุบกัลวาไนซ์

ราคาเหล็กกล่อง

ราคาเหล็กกล่องขึ้นอยู่กับอะไร เราลองมาดูส่วนเหล็กกล่อง GI คือการนำเหล็กแผ่นเคลือบกัลวาไนซ์มา พับขึ้นรูปแล้วเชื่อม ซึ่งที่รอยเชื่อมนั้นจะเกิดสนิมได้ง่าย จึงต้องระวัง และรู้ก่อนนำไปใช้งาน

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักก่อนว่า เหล็กกล่อง ผลิตมาจากอะไร และแข็งแรงปลอดภัยสำหรับการใช้งานหรือไม่

กระบวนการก่อนออกมาเป็นเหล็กแผ่นนั้น เริ่มจาก
1. เหล็กแผ่นม้วน มาตัดซอย จนได้ขนาดหน้ากว้างที่พอดีกับขนาดเหล็กกล่องที่จะพับ

2. นำเหล็กที่ได้จากการตัดนั้น มาพับขึ้นรูป และเชื่อม (ซึ่งจะสังเกตได้จาก เหล็กกล่อง จะมีรอยเชื่อมอยู่ตลอดแนวยาว)

(เหล็กกล่องดำ ใช้เหล็กแผ่นดำในการพับขึ้นรูป ส่วนเหล็กกล่อง GI ใช้เหล็กแผ่นเคลือบกัลวาไนซ์มาพับแล้วขึ้นหรือ หรือ ที่บางคนเรียกว่า พรีซิงค์ นั่นเอง)

ซึ่งจาก 2 ตอนที่กล่าวไปนั้นทำให้ได้เป็นเหล็กกล่องออกมา ซึ่งมีทั้ง กล่อง ที่เป็น หน้าตัดสี่เหลี่ยมจตุรัส และ กล่อง ที่เป็นหน้าตัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหลายขนาด สามารถดูเพิ่มได้ที่ “เหล็กกล่อง”

ซึ่งเหล็กกล่องในตลาดนั้น มีหลายมาตรฐาน ตั้งแต่ การผลิตแบบไม่มี มอก. (แต่สามารถใช้งานได้), มอก., JIS, ASTM

ที่พบได้บ่อยจะเป็น มอก. และ JIS ซึ่งจะผลิตควบคุมให้หน้าตัดของเหล็ก และความหนาของเหล็ก อยู่ภายใต้มาตรฐานที่ควบคุมไว้ ซึ่งสิ่งที่แตกต่างจากเหล็ก ที่ไม่มี มอก. เพียง หน้าตัด และความหนา อาจจะเล็ก และ บางกว่า (ภายใต้ชื่อ ไซส์ หรือ ขนาด เดียวกัน) (เหล็ก GI ไม่มี มอก.)

ดังนั้นก่อนสั่งซื้อ ควรพิจารณาให้ดีถึงความจำเป็นในการใช้งานก่อนการสั่งซื้อ

การนำเหล็กกล่องไปใช้งาน

ประเภทของการนำไปใช้งาน ตัวอย่างเช่น

  • โครงสำหรับวางเครื่องจักร
  • โครงสร้างพื้นชั้นลอย
  • โครงผนังเบา
  • โครงหลังคา
  • พาเลทสำหรับวางสินค้า
  • เสาสำหรับสิ่งปลูกสร้างขนาดเล็ก
  • เฟอร์นิเจอร์
  • โครงหลังคาที่จอดรถ

ซึ่งการใช้งานแต่ละประเภทนั้น ต้องเลือกขนาดเหล็กกล่องให้เหมาะกับการใช้งาน ตัวอย่างเช่น หากเป็นโครงเครื่องจักรขนาดใหญ่ อาจต้องใช้เหล็กไซส์ใหญ่ และมีความหนา เพื่อรองรอบน้ำหนัก หรือ เพื่อความสมดุลของโครง

สิ่งที่ต้องทราบ และระวังในการนำไปใช้งาน

ความหนาที่ระบุ เช่น เหล็กกล่อง 2″x2″ ยาว 6 เมตร ความหนา 2.3mm. จริงๆใน หลังจากผลิตออกมา ความหนาอาจจะเป็นได้ตั้งแต่ 2.1-2.3mm. ซึ่งไม่ได้ถือว่า ผิดมาตรฐาน หรือ ไม่ได้คุณภาพ เพราะ มาตรฐานจะให้ผลิตได้ +/- 10%

จากที่กล่าวไปนั้น หากงานใดที่ต้องการความหนา ที่ค่อนข้างเป๊ะ ต้องแจ้งร้าน หรือ โรงงานก่อนว่า ต้องการความหนา นี้เท่านั้น +/- ได้ไม่เกิน กี่ มม. เพื่อให้ได้เหล็กที่ตรงตามการนำไปใช้งาน

นอกจากนี้ ขนาดหน้าตัดเหล็กกล่อง ก็มีค่า +/- เช่นกัน ซึ่งหากต้องการหน้าตัดที่เป๊ะ ก็ให้สอบถามร้าน หรือ โรงงานก่อนเช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดสั่งของแล้วนำไปใช้งานไม่ได้

การสั่งซื้อเหล็กกล่องไปใช้งาน

ในประเทศไทยนั้น สามารถหาซื้อเหล็กได้ง่าย ซึ่งหาได้ตาม ร้านวัสดุก่อสร้าง, ร้านขายเหล็ก จนถึง โรงงานผลิตเหล็กที่จำหน่ายถึงลูกค้าโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เหล็กกล่องนั้นมีหลายขนาดมาก และหลายความหนาทำให้ หากจะเก็บสต๊อกสินค้าให้มีพร้อมจำหน่าย และใช้งานตลอดนั้น เป็นต้นทุนที่สูงมาก และเสี่ยงต่อความเสียหาย เนื่องจากเหล็กนั้น หากโดนน้ำและอากาศจะทำให้เป็นสนิม หรือเพียงแค่โดนอากาศอาจทำให้เหล็กแดงได้ (ปกติเหล็กจะสีออกเทา)

ดังนั้นที่ว่าหาซื้อง่าย คงไม่ได้ ง่ายทุกไซส์ที่ต้องการใช้ ซึ่งขนาดที่นิยมใช้งานกันแพร่หลาย ได้แก่ เหล็กกล่อง (สี่เหลี่ยมจตุรัส)

  • 1″x1″
  • 2″x2″
  • 3-1/2″x3-1/2″
  • 4″x4″
    โดยความหนานั้น ไม่เกิน 2.3-3.2mm. สำหรับ มอก. และ หากไม่มี มอก. ความหนาตั้งแต่ 1.1mm.

ส่วนเหล็กกล่อง (สี่เหลี่ยมผืนผ้า)

  • 2″x1″
  • 3-1/2″x1-1/2″
  • 4″x2″
    โดยความหนานั้น ไม่เกิน 2.3-3.2mm. สำหรับ มอก. และ หากไม่มี มอก. ความหนาตั้งแต่ 1.1mm.

ขนาดที่ไม่ได้กล่าวถึงในนี้ อาจมีบางร้านที่เก็บสต๊อก คือ 6″x2″ นอกเหนือจากนั้น การจะหาเหล็กไซส์ไปใช้งานอาจหาได้จาก โรงงานเหล็กโดยเฉพาะ หรือ ช่องทางออนไลน์ ที่สามารถจะหาเหล็กให้ได้